ปีนี้วีซ่าอเมริกาที่อายุสิบปีของผมหมดอายุลง ด้วยข่าวคราวลือเลื่องถึงระยะเวลาที่นาน ผมเลยกลับมาวางแผนนอนกอดแมวแล้วก็ฝันหวานสักสองเดือนที่ไทย
แต่ว่าฝันก็ได้แต่ฝันแหละ
เพราะเช้าแรกที่มาถึงหลังจากเครื่องจอดตอนเที่ยงคืน ผมก็พบกายหยาบที่ออกจะดูยั่วยวนยืดย้วยเดินป่วนป่วยตลอดตลาดที่ไม่ไกลนักจากบ้านแล้วสายตาที่พิกลพิการก็สอดส่ายไปพบกับชมรมของเหม็นที่น่าจะกระตุ้นลิ้นที่เคลือบรสเค็มหวานจากญี่ปุ่นได้ดี ผมเจอหน่อไม้อ่อนขาว สะตอ และ ชะอม
ความคิดอันบรรเจิดเกิดขั้นอย่างรวดเร็ว
จะว่าไปกะปิ สะตอ และสารพัดสรรพสิ่งที่ส่งกลิ่นไม่เป็นมิตรกับจมูกที่ไวใกล้ ๆ หมาอย่างผมนักสักเท่าไร แต่มันก็เหมาะที่จะไล่คราบน้ำตาลและโชยุที่เกาะกินลิ้นจนหนาได้ทีเดียวเชียว จริงแล้ว โดยเฉพาะสะตอ และ ชะอม ที่กินเสร็จแล้วกลิ่นจะเกาะตัวเราไปนานหลายวันเลยทีเดียวเชียว เพียงแต่รายการอาหารจานนี้ เป็นหนึ่งในความทรงจำบางบางที่ตกตะกอนซ่อนในไว้
สิ่งที่ควรจำเตือนใจ
กลับมาถึงบ้านผมก็สร้างสรรขยันทำภาระ ไปปีนป่ายหามะพร้าวที่ยังไม่น้ำตาลนัก ซึ่งกะทิที่ได้จะหวาน ปอกออก ขัดกะลานอกให้สะอาด กระเทาะแล้วก็เก็บน้ำแยกไว้ แล้วก็กระโจมอก ขูดอย่างวาบหวาม เสร็จสิ้นขาวสะอาดอ่อนนิ่มดีก็คั้นด้วยน้ำที่แยกไว้ ได้กะทิหอมหวานฟุ้งจรุงใจ อุ่นไว้บนเตา เพื่อให้เกิดหัวกะทิ ที่จะใช้ผัดเครื่องแกงอีกที จากนั้นก็หันไปจัดการผัก หน่อไม้ต้องสับเป็นเส้น ขนาดประมาณสับมะละกอทำส้มตำแหละ การสับทำให้ได้ขนาดและชิ้นที่ไม่เท่ากัน ได้รสสัมผัสในการเคี้ยว จากนั้นก็เด็ดชะอม ปอกกุ้งสดแล้วก็เตรียมทำเครื่องแกง
กะปิที่แสนชิงชัง หอมแดง พริกไทยเม็ด ตำรวมกับน้ำตาลมะพร้าวด้วยครกหินจนเนียนละเอียดหอมฟุ้ง พอได้ที่ก็ช้อนหัวกะทิจากหม้อที่อุ่นไว้ นำเครื่องที่ตำละเอียดลงไปผัดกับหัวกะทิจนหอมขึ้นอีกกว่าเดิม ก่อนโปรยกุ้งแห้งลงไปเพื่อเพิ่มรสสัมผัสหนึบหนับในการเคี้ยว โยนหน่อไม้ที่ต้มแล้วสะเด็ดแห้งลงไปผัดด้วยให้เข้ากัน แล้วเทกะทิที่เหลือลงไปอย่างเข้มแข็ง ต้มจนเดือด เติมผักที่เหลือลงไป ปรุงรสตามถูกลิ้น แล้วก็กระจายกุ้งสดที่ปอกเปลือกสะอาดลงไปอย่างกระฉับกระเฉง
ความพยายามครึ่งวันก็จบลง
แต่ก็อย่างที่โปรยไว้ก่อนหน้า รายการนี้เป็นอาหารในความทรงจำลึกลึก ด้วยเป็นรายการที่แสนโปรดปรานของอดีตคนที่ผมเรียกว่าเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ใช่แล้วละ เป็นอดีตที่ผ่านไปนานแล้ว น่าขำที่ความแน่นอนของคำว่าเพื่อนกันจนวันสิ้นชีวิตนั้นไม่เคยเป็นจริงก่่อนจะสิ้นชีวิตสักรายอย่างที่ใคร ๆ พูดกัน จากมิตรภาพที่แสนดี ก็เป็นสิ่งที่มีไว้เพื่อให้ลืม ๆ ไปให้พ้น ด้วยมิตรภาพที่ขายขาดกันได้แค่รองเท้าคู่เดียว
บางทีการที่เราร่วมทุกข์ ร่วมสุข เป็นเพื่อนกันมานาน น่าจะทำให้ความเป็นมิตรเข้มแข็งมั่นคง ในมุมผมแล้วเพื่อนก็คือเพื่อนแหละ จมหัว ลงเหว ไม่รักดีกันมาหลาย หลายปี ผ่านช่วงเวลาแย่ ๆ ช่วงเวลาที่ลำบาก ช่วงเวลาที่หนักเหนื่อย ย้อนกลับมาแล้ว เออ คุณเธอก็สรรหาสร้างปัญหาเยอะจริง ๆ แทบไม่มีเวลาที่จะได้ร่วมสุขอะไรเลย แม้กระทั่งวันที่คลอดลูก สามียังไม่โผล่มา ปล่อยผมรับหน้าเป็นพ่อ เป็นพยาบาลหน้าหมาที่เช็ดล้างให้ได้หัวจรดเท้า เออ ก็เพื่อนกัน ทำได้แหละ
แต่ไม่นานชีวิตที่เป็นทุกข์เขาก็ดีขึ้น เพราะด้วยสามีหลงลูกชาย แล้วพอลูกชายสำเร็จเซียน ไก่กาหมาที่บ้านก็ได้ขึ้นสวรรค์ เพื่อนผมก็มีรถหรู ใช้ชีวิตดีให้เห็น และบ่อยครั้งที่ใช้ชีวิตกินหรู อยู่ดีละแวกบ้านแต่ไม่เคยคิดจะโผล่มา ส่วนตัวแล้วผมก็ไม่ได้ชื่นชอบชื่นชมการกินหรูปลอม ๆ แบบนี้ เลยไม่ได้อนาทรร้อนใจอะไร ชีวิตก็วุ่นวายเรื่องตัวเองพอแล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม อะไรที่มันจะไป รั้งไว้ก็ไม่ช้าจะจากไป
ในวันวุ่น ๆ ที่ฮะคะตะ หลังรู้ว่าผมอยู่ฟุกุโอะกะ คุณเธอก็อยากอัพตัวด้วยการใช้สินค้าจากญี่ปุ่น ผลิตที่ญี่ปุ่นเพื่อส่งเสริมภาพความรวยโดยการฝากซื้อ โอนิซึกะ ไทเกอร์ ผมที่ไม่ได้มีญาติอยู่คะแนลซิตี แต่มีร้านโอนิซิกะที่นั่น ก็ดั้นด้นไปหาให้เพื่อเพื่อน แล้วใช้เวลาอาหารเที่ยงเพื่อหาซื้อให้จนได้ แล้วก็แพคกลับ มาถึงไทยก็ส่งให้ไปบ้านคุณเธอ แล้วก็ได้คำตอบว่า อีกสองสามวันจะโอนเงินให้นะ
เป็นสัปดาห์ ทวงถามก็ได้คำตอบว่าลูกน้องลืมนะ ขอโทษนะ ทวงอีกทีก็คุณเธอกำลังวุ่นกับใบเสร็จสารพัด แล้วเรื่องก็เป็นแบบนี้ไปเป็นสัปดาห์ เดือน สุดท้ายผมก็เลิกทวงถาม ปล่อยวาง
ประวัติศาสตร์ สามารถจารึกใหม่ได้ด้วยรองเท้าแค่ 30,000เยน
หลังจากนั้นผมได้รับข้อความขอโทษแบบห่างไกลคำว่าตั้งใจ และจริงใจอีกสองครั้ง และทุกครั้งไม่เคยมีคำเอ่ยถึงว่าจะชดใช้อะไรอย่างไร และเขาก็หายไปในความเงียบระหว่างกัน พอไม่มีคนกิน รายการอาหารที่ผมก็ไม่ได้ปลื้มอะไรนัก ก็ไม่เคยทำซ้ำขึ้นอีกเลย ถ้าถามว่า รู้สึกแย่ เสียใจ เจ็บช้ำอะไรอย่างไร ผมก็ตอบได้แค่ว่านางไม่ได้เป็นคนแรกหรอก
คนที่ผมคิดเอาเองว่าเป็นเพื่อนสนิทเคยทำกับผมอย่างนี้มาก่อนหน้าแล้ว